Decaypie i'm writer JE fiction//support AKAME & FUMAKEN...// Joker fan girl
Kikuchi Fuma X Nakajima Kento
BABY2 [Ch.3 Jealous]
by. decaypie
“โยย~~ ฟุมะ วันนี้พอแค่นี้แหละ”
“ไม่บอกก็จะเลิกทำอยู่แล้วล่ะน่า! ขอบคุณที่เหนื่อยนะ ซิกกะจัง!”
เด็กหนุ่มคว้าเอาผ้าขนหนูซับน้ำตามง่ามนิ้วก่อนจะเปลื้องผ้ากันเปื้อนที่เอวออก ร่างสูงบิดตัวอยู่สองสามนาทีหลังจากที่หลังขดหลังแข็งทำพาร์ทไทม์มาตั้งแต่หัวค่ำ….
เขาเหลือบขึ้นมองนาฬิกา มันยังคงตีบอกเวลาห้าทุ่มอย่างเช่นทุกๆวัน เพียงแต่วันนี้ที่เขารู้สึกต่างออกไป ราวเข็มนาทีกำลังย้อนถอย ความรู้สึกหน่วงติดค้างจนไม่อาจจะห้ามใจให้คิดถึงเหตุการณ์เมื่อเย็นที่ผ่านมา
ในขณะที่เขาเกรี้ยวกราดกระทั่งยั้งสติไว้ไม่อยู่ ทั้งสายตาสบประหม่า ทั้งคำเสียดหูนั่น มันยังประท้วงดังขึ้นอยู่ตลอดเวลา ….
ข้างในนั่น ทั้งแคบ ทั้งอับอากาศ ข้าวก็ดูจะยังไม่ได้กิน
….คุณหนูแบบนั้นจะทนได้ถึงเมื่อไหร่…
“คงไม่ตายหรอกน่า”
ขยะที่โสโครกเหมือนกัน ทิ้งลงในถังเดียวกันมันก็สมควรแล้วนี่!!…นักเรียนบ้าอะไรมีเซ็กซ์กับอาจารย์ในห้องพักครู
“เศษเดน…”
คำสถบเจือนไปด้วยความสับสน โทนเสียงทุ้มแหบแลไม่มั่นคง เขาไม่สามารถพูดมันได้ด้วยความรังเกียจทั้งหมด มีบางอย่างที่ยังคงคลุมเครือ
แปะ……แปะ……
ฝน……
ร่างสูงเอื้อมมือปาดหยดน้ำบนหน้าก่อนที่ศีรษะเขาจะรู้สึกถึงจำนวนเม็ดฝนที่เริ่มกระหน่ำลงมา มันราวกับนิยายน้ำเน่าที่จู่ๆก็มีหน้าใครอีกคนแล่นเข้ามาแทนที่ความเปียกชื้น ในนาทีถัดมา เขาหมุนตัวกลับพร้อมกับถลาตัววิ่งอย่างไม่ทันคิด
แฮ่ก แฮ่ก….
กระเป๋านักเรียนที่เคยมีไว้ถือต่างร่มในทันใด ขายาวๆจ้ำฝ่าเสียงฟ้าครื้นโครกครากในขณะที่ละอองน้ำยิ่งหนาเม็ดเข้าไปทุกที แรงสาดของลมกระแทกเข้ากับหน้าบู้บี้ ยิ่งแปรความเจ็บเป็นด้านชาเท่าไหร่ เขายิ่งเร่งฝีเท้ามากขึ้นเท่านั้น
…ในฉากสุดท้ายของบทละคร กลับเป็นเขาเองที่วกมาสู่จุดเกิดเหตุ ตรงตู้ทิ้งขยะหลังโรงเรียนแม้ในเวลาที่ไม่เหลือรถบัสรอบสุดท้ายแล้วก็ตาม
มือทั้งสองข้างรีบยื่นออกไปเพื่อยื้อประตูเหล็กหนักๆออก นัยน์ตาคู่สวยกวาดมองหาร่างของคนที่ควรจะล้มพับอยู่ด้านในตู้กับกองขยะ เสียงหัวใจเขาเต้นแรงซะยิ่งกว่าเสียงฝน กระนั้นมันก็ไม่ได้รู้สึกหวาดเพราะความผิด หากจะผวาเพราะความกังวลมากกว่า
แค่เพียงชั่ววูบที่สมาธิเตลิดเปิดเปิง เขาก็เริ่มคุ้ยกองขยะเพื่อหาร่างเพื่อนร่วมชั้น ขยะที่เคยกองมโหฬารใช้เวลาเพียงไม่นานก็เละเทะกระจัดกระจายออกมาข้างนอก มันเละเทะพอๆกับความสับสนในหัวเขานั้นแหละ!!
…ถีบส่งเขาไปอยู่ในที่แบบนั้น เป็นการตอบแทนแสนระยำของนายเหรอ …คิคุจิ นายลองดีผิดคนแล้ว!
กรอด….
แกร้ก!!!.....เพล้ง!!!!!!!!
กระจกเงาถูกระเบิดออกเป็นซีกจากแรงโมโห ซากของแก้วกระเบื้องกระจายอยู่บนพื้น สะท้อนเงาของคนฉุนขาด แววตาเอาแต่ใจอย่างเด็กประถมซ้อนทับกับความเงียบงัน รสสนิมจางบนริมฝีปากไม่เพียงพอให้เขารู้สึกรำคาญเท่าชื่อของอีกคน เขาปรารถนาอยากเห็นร่างสูงใหญ่นั่นแตกละเอียดยิ่งกว่าเศษกระจกตรงหน้า!!
Todoke....My Melody~~ MY MELODY~~
ฉับพลันที่เสียงเล็กๆลั่นขึ้น ทุกอย่างในห้วงสำนึกก็กระเจิงออก ความสนใจของเขาถูกเบนมาที่สมาร์ทโฟนห้อยพวงกระต่ายน้อย มันกำลังสั่นครืดๆและร้องเพลงเสียงแหลมน่าปวดหู
「―ずう―」(โซว)
???.... ชื่อบนทัจสกรีนไม่คุ้นหู มันชวนให้มั่นใจว่าไม่ใช่คนใกล้ตัวเขาแน่นอน ประหลาดที่เวลาขนาดนี้ แต่ยังมีสายเข้า
เพื่อไม่ให้เสียมารยาทกับปลายสายที่อุตส่าห์โทรมา….เขาจะสละเวลารับให้เอง
“เฮ้ ซากิจัง….ขอโทษที่โทรมาเวลานี้นะ…ฉันพึ่งได้ตั๋วดิสนี่แลนด์มา 2 ใบน่ะ”
แล้วมันน่าดีใจยังไง…แค่ตั๋วดิสนี่แลนด์ถึงกับต้องโทรมาในตอนนี้เลยอย่างนั้นรึไง….
“…………เธอจะไปด้วยกันไหม…..วันเสาร์นี้น่ะ”
……..
“ซากิจัง ….เฮ้!.....”
“ซากิจังเขาไม่ไปกับนายหรอกนะ…และเขาก็จะไม่มีนัดกับนายอีกต่อไปแล้วล่ะ”
“ ใครน่ะ นายถือมือถือของซากิจังได้ยังไง!” เหมือนปลายสายจะของขึ้นไม่น้อย เสียงที่ชะงักเพราะตกใจแบบนั้นมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นที่จะต่อบทสนทนาออกไป
“คนที่สามารถจะรับสายแทนซากิได้น่ะ นายนี่เป็นแฟนที่ไม่ฉลาดเลยนะ”
“บะ…บ้าน่า….ซากิน่ะมีฉันคนเดียว นาย นายมัน…แค่บังเอิญเก็บโทศัพท์ของซากิจังได้ใช่ไหม!!...ไอ้หัวขโมย”
จิ๊!...เดี่ยวก็ขายตัว เดี๋ยวก็วิกลจริต เดี๋ยวก็สกปรก และยังมีหัวขโมยอีก…..ไอ้พวกสมองขี้เลื้อยพวกนี้!
“คนที่บังเอิญเก็บได้ไม่มีทางรู้ชื่อเจ้าของโทรศัพท์หรอก โซวคุง….เก็บตั๋วฟรีของนายไว้เดินเล่นกับลูกหมาเถอะ…”
“….กรอด” โอ้โห โมโหจนเสียงขบฟันลั่นออกมาเลยแฮะ….ท่าจะโมโหไม่ใช่น้อย
“อ่อ…แต่วันเสาร์นี้ฉันพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง ถ้าไม่รังเกียจ จะไปเดทกับฉันก็ได้นะ”
“…….ไม่มีวัน !!!!….”
กึก…..ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด….
หึ………
พวกผู้หญิงเป็นพวกชอบสะสมตัวละครลับเอาไว้ เผื่อเลือกเสมอ หากวันนึงพวกเธอเบื่อหรือถูกคนรักทิ้ง ก็ยังมีคนรักอีกคนไว้สำรอง ไม่ว่าจะอายุมากแค่ไหน หรือทำอาชีพอะไร….หรือแม้กระทั่ง
“เคนโตะ….นอนรึยังลูก”
“แย่ที่สุด!!! อาจารย์ฮารุกะน่ะสิ ไม่ยอมคืนมือถือฉัน นี่เมื่อคืนฉันก็แทบไม่เป็นสุขเลย”เด็กสาวบ่นโอด ในขณะที่เธอทิ้งตัวโครมลงบนเก้าอี้ เธอชักกล่องข้าวลายเมโลดี้ออกมาพร้อมกับสีหน้าหงุดหงิดใจ
“ทำไมล่ะ ซากิจัง รถไฟน่ะมันไม่ชนกันง่ายๆหรอกนะ! ”
“ไอจัง!!” เด็กสาวใส่แว่นป๊าบเข้าให้ที่เพื่อนสนิทของเธอ มันแรงจนเพื่อนเธอสะดุ้ง เล็บที่พึ่งทำมาใหม่ไม่แน่นพอที่จะรั้งตะเกียบสีหวานเอาไว้จนมันล่วงลงพื้น
“นี่……”
“ขะ….ขอบ…..ขอบใจนะ”
หญิงสาวได้แต่อ้ำอึ้ง เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดประโยคขอบคุณด้วยน้ำเสียงแบบไหน เมื่อก้มลงไป สัมผัสปลายนิ้วของเธอสป๊าคกับนิ้วอีกคนอย่างจัง นัยน์ตาหลังกรอบแว่นดึงดูดจนเธอเกือบเผลอไผล ในระยะที่ชิดใกล้ใต้โต๊ะนี่ พ้นจากสายตาใครๆ ลมหายใจรดกันในที่แบบนี้มันน่าอายเหลือเกิน
ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับไปลิ้มรสนุ่มนิ่ม เธอก็ผละตัวเองขึ้นมานั่งกำตะเกียบแน่น
“เป็นอะไรเหรอไอจัง…………นะ นากา….จิม่า……”
ในนาทีที่เธอรู้ว่าใครช่างมีน้ำใจเอื้อมเก็บของ เธอดันเป็นฝ่ายตะกุตะกักเสียเอง รอยยิ้มเคยสดใสหุบลง ริมฝีปากเม้นเข้าหากัน และแทนที่โต๊ะอาหารจะดูสนุกสนานมันก็คลุมทับด้วยความอึดอัด
ไม่มีใครกล้าสบตากัน ไม่มีใครกล้าปริปากพูดจา หรือแม้กระทั่งคำทักทายก็ถูกกลืนลงไปในลำคอ
“เหมือนผมจะมาทำให้บรรยากาศมันตรึงๆนะ ขอโทษล่ะกัน”
“นากาจิม่า!!!!!...”
…อะไรทำให้หัวใจเขาสั่นเพราะความตื่นเต้นเช่นนี้ กระตุกหัวใจพวกเธอได้ง่ายเสียยิ่งกว่ากระตุกยิ้ม
… พวกเธอคงเห็นได้เพียงแผ่นหลังเพื่อนร่วมชั้นแสนสุภาพเท่านั้น
“ถ้าไม่รังเกียจ…มา…นั่ง…กับพวกเราก็ได้นะ”
คำเชิญชวนของซากิถูกตอบรับด้วยรอยยิ้มหวาน เพียงประดิษฐ์มันขึ้นมานิดหน่อยก็สามารถกอบกุมหัวใจของเธอไว้ได้ สีหน้าของเธอระเรื่อแดงต่อหน้าเพื่อนรักยังคงกำตะเกียบไว้ด้วยความกดดัน
“ขอบใจนะ…ดีใจจัง”
โต๊ะเรียนที่หันหน้าชนเข้าหากัน แทนที่มันจะเป็นการพูดคุยระหว่างมื้อกลางวันแสนธรรมดา และผ่อนคลาย รอยยิ้มเพื่อนชายร่วมโต๊ะเพลิดเพลินไปกับเรื่องโม้หวานแหวนของซากิจัง…ไม่แม้กระทั่งชายตามองใครอีกคนที่ยังนั่งอยู่ด้วย
น่าอิจฉา ที่เธอใช้เวลาไม่นานก็สามารถคุยกับเขาได้อย่างสบายใจ
น่าอิจฉา ที่เธอทั้งน่ารักและเข้ากับใครๆได้ง่าย
น่าอิจฉา ที่เธอมีเสน่ห์ไม่ว่าจะพูดคุยหรือทำอะไรเธอก็ดึงดูด
ทั้งที่เรื่องพวกนั้น เธอแล้วแต่เสริมให้มันดูดี….เกือบทั้งเรื่องเธอสร้างชึ้นมาใหม่และเที่ยวเล่าให้ใครต่อใครฟัง…. เพราะอย่างนั้น…เพราะอย่างนั้น…ใครๆถึงมองว่าเธอน่ารัก
“…แล้วก็ตอนนั้นนะไอจังก็อยู่ด้วยล่ะ…เนอะไอจัง”
…ใครๆก็สนใจแต่เธอ…
“สึซึกิ!”
“!!!!......ขอโทษนะ ฉันเหม่อไปหน่อยน่ะ…..อ่ะ!”
เขาเอื้อมมือมาสัมผัสหน้าผากของฉัน…ไออุ่นและสัมผัสอ่อนโยนมันชวนให้หัวใจหวั่นไหวและสับสน มันราวกับฉันถูกทิ้งไว้กับผู้ชายตรงหน้าที่ฉันไม่เคยรู้จักสองต่อสอง ทั้งที่มีใครหลายคนอยู่ในห้องและเพื่อนสนิทของฉันก็นั่งอยู่ตรงข้าม แววตาเขามองมาที่ฉัน กำลังเป็นห่วงฉันอยู่รึเปล่า
“ไม่สบายรึเปล่า สึซึกิ”
…ฉันสับสนและลังเล ความรู้สึกแบบนี้ เรียกว่า ‘ชอบ’…รึเปล่า
กรี๊งงงงงงงง……
พรึบ!
“ฉันไม่เป็นไร…หมดเวลาพักแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะ”
เธอผลีผลามยกโต๊ะกลับเข้าที่…เวลาแสนสุขได้หมดลงอย่างน่าเสียดาย
………ไม่ใช่สิคงไม่สามารถเรียกว่าความสุขได้เต็มปาก เมื่อมีใครอีกคนนึงกำลังรู้สึกอิจฉาเพื่อนสนิทของเธออยู่ …
“ฉันก็ขอตัวเหมือนกัน…”
ซากิยกโต๊ะของเธอกลับเข้าที่ ใบหน้าเธอที่เคยแจ่มใสมันหม่นลงทันใด มันคงลำบากใจเมื่อชายหนุ่มที่เธอหมายปองให้ความสำคัญกับเพื่อนสนิทมากกว่า
…แลเขาจะทำร้ายความหวังของหญิงสาววัยฝันมากเกินไปรึเปล่า…
“ซากิจัง….”
“หืม?”
…ใบหน้าไร้เดียงสาราวไม่ใช่เธอสักนิด มันน่สงสัยว่าผู้หญิงน่ารักใสๆแบบเธอซับรางรถไฟหลายขบวนได้ยังไงกัน?
“อาจารย์ฮารุกะให้ฉันยืมสมุดเธอไปอ่านน่ะ ขอบใจมากนะ”
“อะ………อืม ไม่เป็นไร”
แววตาสงสัยแบบนั้นแนบเนียนและมิดชิด ทั้งที่เธอเองก็รู้ดีว่าสมุดในมือไม่ใช่ของเธอ แต่เธอก็ยังรับไว้พร้อมกับตีหน้าซื่อรับว่าเป็นของตัวเอง ยัยนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ…
ครืด…
“เคารพ….”
“เอาล่ะ…….วันนี้เริ่มด้วย Past…”
ครืด!........
เสียงเปิดประตูรอบสองมันดึงความสนใจ ใครกันจะมาสายเอาป่านนี้ …
“คิคุจิ!...ทำไมใส่ชุดวอร์มมาล่ะ…..แถมเธอยังมาสายอีก”
!!!!!!......ร่างบางเบือนสายตาไปต้อนรับเพื่อนร่วมชั้นคู่กรณี เขาไม่เคยรู้สึกโมโหจนทนไม่ได้ แท่งดินสอในมือเขาสั่นด้วยแรงบีบไม่นานนักมันก็อยู่ในสภาพที่ใช้งานไม่ได้ ท่าทีของเจ้านั่นสบายและวอนอารมณ์เกินไป
คงไม่รู้สึกอะไรเลยสินะ…ทั้งที่เมื่อคืนแกพยายามจะฆ่าฉันแท้ๆ…
“ขอโทษนะ ฮารุกะ”
“อย่ามาเรียกชื่อกันห้วนๆนะ! ไปนั่งที่ซะ!”
กึก…กึก…กึก……กึก
โต๊ะนั่งตัวที่สองจากท้ายสุดแถวก่อนริมหน้าต่าง ทั้งที่เดินมาจากฝั่งขวามือของชั้นเรียนได้แต่กลับจงใจอ้อมเดินผ่านแถวริมหน้าต่าง …จงใจเดินผ่านโต๊ะตัวที่เขานั่งอยู่
ด้วยสีหน้าที่เงียบงันแบบนั้น และแม้แต่แววตาก็ไม่แสดงอะไรออกมา ผมฟูๆไม่ได้จัดให้เรียบร้อยกระเซอะกระเซิง…ยังจะชุดวอร์มนั่นอีก คนคนนี้ดึงดูดสายตาเพื่อนร่วมชั้นให้มองตามจนสุดทางเมื่อเขานั่งลง…หากแต่ใครอีกคนดันรู้สึกสับสนและว้าวุ่น
…ไม่มีกระทั่งแววตาเหยียดหรือประหลาดใจ ไม่มีแม้กระทั่งการชายตามอง…แต่ตั้งใจที่จะเดินผ่านเขาไป…
นาย………กำลังคิดอะไรอยู่คิคุจิ
ติ้ง!....
「ฉันตกลง เจอกันที่ร้านตอนหกโมงเย็น」 แมจเสจจากซากิ…เร็วแฮะ แหมเธอก็ช่างรู้งาน ถ้าไม่ใช่เด็กสาวที่สนใจผู้ชายมาแล้วหลายคน ไอ้มุกสมุดโน็ตนี่คงใช้ไม่ได้ผล
「เธอได้มือถือคืนมาแล้วเหรอ」…แสดงความเป็นห่วงเธอเสียหน่อย แหมแม่แรบบิทน้อยได้โทรศัพท์คืนปุ๊บก็ใช้ปั๊บเลยสินะ
「อือ…อาจารย์เอามาวางที่โต๊ะเมื่อครู่นี้」…อ่าจริงสินะ…เพราะเขาเองเป็นคนเอาโทรศัพท์ของเธอไปคืนให้กับอาจารย์เอง ก็แค่แว้บเข้าไปตอนแม่สาวใหญ่ว้าวุ่นใจว่าทำโทรศัพท์ที่ยึดมาหาย แล้วก็แกล้งช่วยหา แสร้งทำเป็นหาเจอ ….ยัยอาจารย์โง่
「โชคดีจังที่เธอตอบตกลง ฉันดีใจมากเลยนะ」…ใช่ ฉันใจเต้นเพราะรู้สึกสนุกน่ะ
「บ้า」…..หึ…นี่น่ะเป็นมุกเขินอายที่เธอใช้บ่อยๆรึเปล่านะแม่กระต่ายน้อย
แล้วสาวน้อยที่นั่งอยู่ด้านหน้าเขาล่ะ…โดนเพื่อนชกผู้ชายที่พึ่งตกหลุมรักไปจะไม่เป็นไรเหรอ….
…น่าสงสาร……แล้วเขาควรทำยังไงดีเนี้ย
แรงสะกิดที่หัวไหร่แผ่วเบาแต่มันก็เพียงพอให้เธอเอื้อมมือรับม้วนกระดาษจากคนข้างหลัง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยระหว่างคาบเรียน แมจเสจในม้วนกระดาษที่มักจะส่งต่อไปเรื่อยๆให้ทั่วทั้งห้อง…..เพียงแต่คราวนี้ที่ม้วนกระดาษทีชื่อของเธอ
เด็กหญิงแสนใสซื่อสีหน้าลังเล เธอคลี่กระดาษจิ๋วนั่นออก ตัวหนังสือเล็กเขียนให้อ่านออกอย่างง่ายและสั้นแต่กลับดลให้หัวใจเธอพองโต
‘ you’ve got beautiful eyes
KENTO ’
เพียงไม่กี่พยางค์ทำให้เธอใจเต้นจนไม่กล้าจะหันกลับไปมองคนข้างหลัง….ในตอนนี้เขามองเธอด้วยสายตาแบบไหนกันอยู่นะ
…ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตอนนี้เธอกำลังจะเขินตัวจนหน้าตาน่ารักนั่นระเรือแดงแค่ไหน…ฉันอยากจะเห็นความเดียงสาทลายไปต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางทุ่งของความรักที่ค่อยๆพลิบานอย่างที่ไม่เจ็บปวดและไม่คิดว่าใครจะต้องร้าวรานแบบนั้นมันน่าหมั่นไส้
ติ้ง!....
อะไรอีกล่ะยัยนั่นไม่ใช่ว่าจะเลื่อนนัดหรอกนะ
「ยินดีด้วยที่ดั้นด้นออกจากถังขยะได้…」
แม้จะเป็นเบอร์ที่เขาไม่คุ้นเคย แต่จากรูปประโยคมันก็เดาได้ไม่ยาก…แกจะเป็นมารฉันไปถึงไหน คิคุจิ!
====================================================
กราบสวัสดีค่าาาาา ห่างหายไปนานจนเอาตอนอัพนี่ตกใขครั้งสุดท้ายที่อัพเลยค่ะ !! ขออภัยจริงๆและขอยอมรับผิดแต่โดยตรงว่าอู้ไม่ยอมปั่นฟิคค่ะ (รวมถึงพอเขียนได้หน่อยนึงก็ดันตันซะอย่างนั้น แถมยังรู้สึกไม่ใช่ จบด้วยการลบแล้วเขียนใหม่ค่ะ) ยังไงก็ยังคงปั่นต่อไปค่ะ
ตอนอัพฟิคแชปเตอร์นี้ก็กำลังอยู่ในช่วงสอบค่ะ และก็เบี้ยวอ่านหนังสือมาแต่งฟิคเลยยาวเลยค่าาา (เรียกว่าหนีความจริงกันมาอัพเลย)
เร็วๆนี้ ไม่เร็วนี้ ในวันพรุ่งนี้จะมีงาน meet sexy zone ครั้งแรกด้วยค่ะ เราตื่นเต้นมาก 55555 ถึงจะเป็นแค่การไปดูคอนร่วมกันเฉยๆ แต่ก็ถือเป็นการได้เจอคนที่ชอบ ซซซ ในไทยด้วยค่ะ (ถือเป็นโอกาสรวมตัวแฟนๆที่ดีเลย) เราเองก็จะไปด้วยค่ะ
แล้วเจอกันที่โรงหนังลิโด้ งานเริ่ม 11 โมง วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาค่ะ!! แต่เขาบอกให้ไปก่อนเวลาแหะ เห็นว่ามีให้เขียนอวยพรวันเกิดโชริด้วยและทางทีมงานก็จะถ่ายงานมีทนี้ไปให้เด็กๆดูด้วย ตื่นเต้นแปลกๆดีค่ะ อย่าลืมไปกันนะค่ะทุกคน!
BABY2
Kikuchi Fuma X Nakajima Kento
BABY2 [Ch.2 Dirty]
by. decaypie

ทุก ทุก อย่าง ล้วน โก หก ทั้ง นั้น
เขาไม่ได้รู้สึกเศร้า หดหู่ ไม่ได้รู้สึกสับสน กระวนกระวาย หรือไม่สบายจนหน้ามืด ตรงข้าม เขากลับสามารถเผยรอยยิ้มเหยียบได้อย่างสะใจ!!
“ขอบใจนะคิคุจิ….”
กับเพื่อนร่วมชั้นตรงหน้า เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาไม่จำเป็นจะต้องสร้างละครตบตา แต่อนิจจาเพื่อนรักผู้แสนดีไม่แม้นแต่จะหันหน้ามาคุยกับเขาสักนิด ใจคอจะให้เขาดูแต่แผ่นหลังกว้างๆหรือยังไง การกระทำผ่างๆ ไม่ออเซาะ ไม่อ้อนวอนนั่นขัดหูขัดตา น่าโมโหชะมัด
พรึบ!!! แกร๊กๆ
มันเหมือนการโดนเขวี้ยงคำขอบใจทิ้ง เครื่องเอ็นดรอยลอยกระแทกกับอกของเขาอย่างแรง ก่อนที่มันจะหล่นลงกับพื้น โชว์หน้าจอสนทนาที่ยังคงค้างอยู่
ใบหน้าของเขาบูดเบี้ยวทันทีที่เห็นบทสนทนานั่น ผิดกับคนตรงหน้าที่ส่งสายตานิ่งสงัดตรงมาหา
แกร่บ….แกร่บ….
‘ฉันไม่อยากเห็นมัน’
ความคิดของเขาดังพอๆกับที่เขาใช้ส้นเท้าขยี้เครื่องเอ็นดรอยลั่นกรอบแกรบ ยิ่งชิ้นส่วนมันแหลกละเอียดใต้เท้าเขาได้เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเผลอไผลทวีแรงบดมันมากเท่านั้น !
“ที่นายโมโหได้ขนาดนั้น คงไม่ใช่ว่านายมีอะไรกับแม่ของนายจริงๆหรอกนะ”
“โง่รึไง!!!”
เด็กหนุ่มตวาดลั่น นึกหมั่นไส้เจ้าคนที่เงียบอยู่ได้นานสองนาน พอจะเอ่ยปากพูดทีไรก็เล่นเอาเขาน็อตกระเด็น ทุกครั้งที่บทสนทนาระหว่างเขากับคิคุจิเริ่มขึ้น มันไม่เคยเป็นบทสทนาที่ดี
นากาจิม่ากรอกตาขึ้น เขารู้ว่าเขาต้องทำอย่างไร แค่ข่มอารมณ์ของตัวเองไว้แล้วเหยียดยิ้มยโสออกมา !
“หึ…สมองของนายมันไม่ได้พัฒนารึไง ใครจะโง่มีอะไรกับแม่ของตัวเอง แค่คิดก็ทุเรศ!”
นากาจิม่าปลายหางตามองอีกฝ่าย รอยยิ้มหยาบหยามยกขึ้นแย้มดูถูกยิ่งย้ำว่าเรื่องที่ถามนั่นมันไม่มีทางเกิดขึ้น…
“งั้นก็ดี!…เพราะถ้ามันเกิดขึ้นจริง ฉันคงรู้สึกว่ากำลังทำงานให้คนพิกลจริต…. นั่นน่ะ มันน่าขยะแขยงชะมัด ”
พรวก!!!!
หมัดหนักๆซัดให้เข้าที่ปากกลั้วะๆ อย่างสุดแรง ใบหน้าที่เคยเหยียดในตอนนี้มันยุ่งเหยิง นัยน์ตาระริกคลั่งราวคนบ้าที่กลั้นความรู้สึกไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เมื่อสกรุตัวสุดท้ายของเขามันหลุดออกจากเบ้าก็ไม่จำเป็นต้องทนฟังไอ้บ้าปากหมานี่เห่าให้เสียคน
“เอาหูตันๆของแกฟังเอาไว้ คิคุจิ! ฉันจ้างให้แกกุเรื่องขึ้นในแชทนั่น ไม่ใช้จ้างให้แกมาเล่นลิ้นยอกย้อนฉัน! จำเอาไว้!!!”
นิ้วเรียวจิ้มลงไปแรงๆที่ขมับของอีกคน ย้ำให้คนหูหนวกฟังให้ชัดถึงสถานะของเขา ก่อนจะกระแทกไหล่สวนออกไป
กึก….
พรึบ!!!
ร่างเล็กกว่าคว้าแบงค์ห้าพันเยนปาใส่หน้าเพื่อร่วมชั้นทันทีที่เขาถูกกระชากกลับด้วยแรงยื้อที่ต้นแขนไว้ ไม่ต้องให้ไอ้บื้อที่ไหนเอ่ยปากทวงเขาก็รู้ดี…ทุกๆคนรอบตัวของเขา โหยเงินกันทั้งนั้น
“ปล่อย!”
แรงสะบัดได้ผลชะงัก เขารีบเดินออกมาจากตรงนั้นให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่แม้นแต่จะอยากเหลียวมองอีกคนว่าจะวุ่นวายก้มเก็บเศษเงินของเขาไหม
ลึกๆลงไป …..เขารู้ดี…ยิ่งยืนเจรจาอยู่นาน กลัวเหลือเกินว่าเขาจะพลิกลิ้นตัวเองในทุกคำพูด
ทุเรศเหลือเกิน…………………….
=============================
“ฮ่า ฮ่า~~”
เพราะพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แสงที่ลอดผ่านอาคารแผดเป็นสีส้ม
“นากาจิม่า…..ฮ่า~~”
มันคงจะงดงามหาก ไม่ได้แต่งแต้มและสะท้อนบนเนื้อหยาบของคนทั้งคู่ผ่านการปรึกษาด้วยร่างกาย…โรแมนติกพิลึก
เสียงครางอ่อมแอ้ม แพร่วเบา แต่ช่างดึงดูด แม้เสื้อผ้าจะไม่ได้ถูกกระชากออกก็ไม่ใช่ปัญหา อีกทั้งฝ่ายหญิงสาวก็คิดว่าการมีเซ็กซ์ในห้องพักครูมันช่างเร้าใจ
“อือ~~ ฮ่า อีกนิดเดียว”
ลิ้นร้อนของนักเรียนชายเกี่ยวกระหวัดกับติ่งเล็กในช่องคลอด น้ำใสเหนียวหนืดมันเปรอะเปื้อนเป็นคราบรอบริมฝีปาก ในขณะที่มือตายด้านสัมผัสต้นขานุ่มนิ่มของคนที่เขาเคยเคารพ
ในครั้งแรกๆมันก็ดูพร่ามัวราวกับเกิดขึ้นจากความรักใคร่ หากยิ่งนานวันยิ่งอันตราย พวกเขาเมินข้ามกฎของโรงเรียนแล้วใส่ตัณหาเข้าไปแทนที่ เติมเต็มลงไปด้วยเพศสัมพันธ์อันล้ำเส้นจรรยาบรรพ์…
เขารู้ดีว่าอาจารย์สาวไม่ได้มอบความรักฉันคนรักให้ แต่มันก็ไม่ได้เสียหายหากเขาจะเปลืองตัว เปลืองเวลาหลังเลิกเรียนบ้าง เพื่อแลกกับคะแนนพิศวาสเล็กๆน้อยๆ …อีกอย่างลีลาและเสียงหอนของเธอก็เซ็กซี่ต่างจากในชั้นเรียนที่บังคับให้เขาอ่านหนังสือหน้า 26
แม้ไม่เต็มใจ แต่เขาก็ไม่คิดจะหยุดความสัมพันธ์โสโครกนี่!!!
“ฮ่า~~ เคนจัง”
สะโพกสาวเจ้าขยับขึ้นลงตามจังหวะได้เป็นอย่างดี หน้าอกของเธอรับสัมผัสจากมือของเธอ ในขณะที่อีกข้างกำลังลูบไล้หัวของศิษย์คนเก่ง รั้งไม่ให้ปล่อยปากออกไป
ยิ่งเสียงครางนั้นใกล้แตะขอบสวรรค์ในห้วงมโนหญิงสาวเท่าไหร่ เด็กชายยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนเท่านั้น กระนั้นก็ไม่มีทางหลุดออกจากการปลดเปลื้องความสุขของเจ้าหล่อนได้
“ฮร้า~~~”
คราบน้ำเหนอะแสนคาว เชอะแชะไปทั้งปาก ลามไปถึงแก้มและคางของเขา แววตาหยาดเยิ้มราวมัวเมากับน้ำนั่นเสียเต็มประดา ช้อนมองหญิงสาวอย่างอาวอน
“เด็กดี เธอเก่งมากจ้ะ”
เขาจะได้คำชมเชยและรอยยิ้มอ่อนโยนนั่นเป็นรางวัลเสมอ สัมผัสอบอุ่นราวกับปลอบประโลมเป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดว่าคือความจริงใจจากแม่สาวขี้อยากนี่!
เธอลูบไล้แก้มเขาอยู่นานก่อนที่จะช้อนตัวลงไปมอบจุมพิต…
ครืด~~~~
ทันที่เสียงโทรศัพท์ของเจ้าหล่อนดัง มันก็ประหนึ่งเสียงระฆังบอกเลิกคาบเรียนเสริมวิชาเพศศึกษา(ภาคปฏิบัติ)
“อ้ะ!!! ครูต้องไปแล้วล่ะ นากาจิม่า แฟนครูมารับแล้ว”
ร่างของเด็กหนุ่มถูกผละออกอย่างไร้เยื่อใย เธอรีบกุรีกุจรจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ เพื่อที่จะไม่ให้คนรักรู้ว่าเธอพึ่งผ่านศึกมาหนักหนา น้ำหอมราคาแพงนั่นพรมไปทั่วร่างดับกลิ่นราคะแสนเหม็นเน่า
พรึบ!!!!!
“ไม่ได้นะจ้ะ นากาจิม่า~~”
มืออุ่นฉุดรั้งร่างหญิงสาวเอาไว้ก่อนที่จะกระชากตัวเจ้าหล่อนเข้ามาในอ้อมแขน แววตาของเขาไม่ได้แสดงถึงความเว้าวอน แต่มันเป็นมารยาทที่นักเรียนชายใสซื่อคนนึงควรแสร้งแสดงแก่ อาจารย์ที่เขาเผลอไผลไปหลงรักเข้า
“ไม่ไปไม่ได้เหรอครับ ผมน่ะไม่อยากปล่อยอาจารย์ไปไหน……ผมน่ะ….ระ.”
นิ้วชี้จรดลงบนปลายริมฝีปากช่างออดอ้อน นัยน์ตาของเจ้าหล่อนมีคำตำหนิเคล้ากับความเอ็นดู เธอส่ายหัวของเธอนิดหน่อยย้ำถึงความลับระหว่างเธอกับเขาจะต้องดำเนินต่อไป ก่อนจะถอนตัวออกจากอ้อมกอดอย่างยากเย็นเพื่อลาจาก ทิ้งไว้เพียงนักเรียนที่รักให้ยืนมองเธอด้วยสายตาเว้าวอน
….แน่นอนว่าเธอเองรู้สึกภูมิใจกับผลงานนี่เหลือเกิน!!!
หากเธอคิดเหลียวหลังมองสักนิด จะเห็นว่านักเรียนดีเด่นของเธอกำลังมองเธอด้วยสายตาสมเพศไล่ตามจนสุดทาง
“งี่เง่า…..”
คำสถบเบาๆไล่หลังออกไป อย่างที่เขารู้สึก คงถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับบ้านเสียที ถึงจะเรียกไม่เต็มปากว่าบ้านก็ตาม
นัยน์ตาเย่อหยิ่งสะดุดเข้ากับของบางอย่างบนโต้ะทำงานที่เคยต่างเตียงรัก แทบจะทันทีที่หน้าของเจ้าของแล่นเข้ามาในหัว คงเป็นการดีหากเขาจะรับฝากมันไว้ให้เจ้าของคนดี….สมาร์ทโฟนห้อยพวงกุญแจกระต่ายน่ารักเช่นเดียวกับใบหน้าของเจ้าหล่อน
“ซากิจัง….” สาวน้อยจะทรมานขนาดไหนที่โดนยึดช่องทางติดต่อสื่อสารเอาไว้ ป่านนี้เธออาจจะกำลังบ่นเป็นต่อยหอยกับเพื่อนสาว หรืออาจจะกำลังนอนเบื่ออยู่บนเตียง…อันที่จริงเธอก็ไม่เลวเท่าไหร่ ทั้งหน้าตา ทั้งผิวพรรณ
แถมยังเป็นแฟนของประธานนักเรียนอีกด้วย…
“กลับบ้านกันเถอะ แรปบิท”
ครืด~~~~
“เซ็กซ์ในห้องพักครู มันเร้าใจนายดีใช่ไหมล่ะ”
!!!!
“คิคุจิ!.....”
ร่างบางสะดุ้งตัวโย้ง เขาไม่ทันได้ตั้งรับอะไรทั้งนั้น หัวใจของเขาพลันวูบหายก่อนจะกลับมากระหน่ำรัว คนที่เขาไม่คิดว่าจะเจออีกเป็นครั้งที่สองหลังจากที่เขาปาก้อนเงินใส่หน้า ในตอนนี้กำลังเสียดสีเขาได้หน้าตาเฉย
ท่าทีเฉยชาแบบนั้นล้วนไม่มีความไนยแฝงจนชวนประหม่า ร่างสูงดูใจเย็นและเผิกเฉย แน่ใจไม่ได้ว่าเขาได้ยินประโยคถากถางนั่นถูกคนแล้ว หลังที่พิงแนบกับผนังอย่างกับตั้งใจรอใครบางคน กระทั่งไม่มีเสียงโหวกเหวกของชมรมกีฬา ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน….
“นี่นาย…..หมดแรงจนพูดไม่ออกเลยรึไง”
นัยน์ตาเรียวเบนมองตรงมาที่เขา มันช่างเนิบนาบและไม่คิดจะเค้นเอาคำตอบใดๆ ทั้งที่คำพูดกระแทกกระทั้นแต่ยังสามารถตีหน้าตายอยู่ได้ นี่นายไม่รู้ว่าพึ่งพูดอะไรออกมา หรือจริงๆแล้วนายคิดจะหยามฉันกันแน่
“เหอะ! สมองปลาทองรึไง คิคุจิ….ฉันไม่สบายอยู่นะ จำไม่ได้รึไง ”
รอยยิ้มกริ่มขยับขึ้นบนใบหน้าจอมยโส นัยน์ตาหลังขอบแว่นมีเพียงแววสั่นระริกแทนคำโกหก กระนั้นร่างบางก็ยังคงซ่อนมันไว้ได้มิดชิดผ่านการกระแอมไอย้ำให้อีกฝ่ายกระจ่าง
กึก!!!
“ก็เพราะสมองปลาทอง ถึงจำไม่ได้ว่า นายเคยป่วยนะ นากาจิม่า”
!!!
เขาตกใจจนเผลอผงะถอย เมื่อเจ้าคนความจำสั้นพึ่งรวบรัดประชิดตัวก่อนจะกระชากคอเสื้อของเขาอย่างแรง ดวงตาเรียวกร้าวแข็งต้อนเขาจนรู้สึกตระหนก กระนั้นก็ยังฝืนส่งสายตาเหยียดกลับยิ่งเร่งอุณหภูมิคนตรงหน้าให้เดือดขึ้นไปอีก
“มือคนโหยเงินอย่างแก ไม่มีค่าพอจะมาแตะคอเสื้อฉัน เอามันออกไป…”
เสียงยียวนหวังขยี้อารมณ์ มุมปากของคนหน้าตายยกขึ้นเผยให้เห็นลักยิ้มซ่อนเร้นเช่นเดียวกับความโกรธของเขาที่มันถูกซ่อนมาตั้งแต่โดนคนชั้นสูงปาเศษกระดาษใส่
“ เหอะ! ขอบใจที่จ่ายฉันเกินราคานะนากาจิม่า แต่ฉันว่าแกเองก็สกปรกไปไม่น้อยกว่ามือฉันหรอก…”
สงครามเสียดแทงราวสาดเข็มใส่กันก็ไม่ปาน นัยน์ตากลมแทบถลนพรุนออกจากกรอบแว่น คำพูดอวดดีถูกย้อนศรกลับจนเขารู้สึกจุก คงทำได้แต่กลัดกลั้นมันเอาไว้ เมื่อในเกมส์นี้เขาไม่ใช่คนที่ได้เปรียบอีกต่อไป
“แกจะเอาเท่าไหร่…”
“ห้ะ!!”
พรึบ!!
“นี่น่ะ มากพอที่แกจะหุบปากแล้วลืมเรื่องที่แกเห็นซะ!!! ที่แกยังรออยู่จนป่านนี้ก็เพื่อไอ้เศษกระดาษนี่ไม่ใช่รึไง!!!”
แบงค์พันเยนปลิวว่อนอีกครั้งในหนึ่งวัน มันกระทบกับหน้านักเรียนชายถึงสองครั้งด้วยแรงระเบิดของเพื่อนร่วมชั้นสูงศักดิ์ คำคำรามลั่นไม่พอใจในขณะที่ร่างบางสะท้านไปด้วยแรงโมโห กับอีกคนที่ถูกตบหน้าเป็นครั้งที่สอง!
ตึง!!!!!!!!
“มันจะมากไปแล้ว นากาจิม่า!!!! แกคิดจะเอาเงินฟาดหัวฉันทุกครั้งที่แกไม่พอใจใช่ไหม!!!”
มันเกินขีดความอดทนของเขาแล้ว!!! ไอ้สี่ตาที่สักแต่ใช้เงินฟาดหัวเขานี่! ถึงจะจ่ายหนักเท่าไหร่ มันก็ไม่สมควรจะมาเชิดหน้าชูตา ผยองขนใส่เขาแบบนี้!!!
“ปะ…ปล่อย!...แกมันโสโครก!”
“ดี! งั้นฉันจะทำให้นายคุ้นเคยกับความโสโครกเอง มานี่!!!”
แรงกระชากถูไถเอาเจ้าคนมักง่ายไปอย่างยากเขน จากตรงนี้ไม่รู้เลยว่าเขาจะถูกพาไปไหน แรงลากฝืนขัดกับแรงดึงดันของอีกคน มันแทบเกิดขึ้นตลอดทางสลับกับเสียงร้องขอคำรามช่างระคายหูคิคุจิยิ่งกว่ามีแมงหวี่มาบินวนข้างๆ
กึก!!!
ครืด!!!!!
“ยะ หยุดนะคิคุจิ นายจะทำอะไร!!”
คนตัวเล็กกว่าสะดุ้งโหยง ทันทีที่เขาถูกลากออกมาในสถานที่ที่เขาเองก็คาดไม่ถึง คนสายตาไม่ดีกราดมองตู้แสตนเลตด้านหน้าถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด มันเป็นตู้เก็บขยะสำหรับถูกส่งไปเผา!
“ทำไมเล่า นากาจิม่าลองทำความรู้จักกับความโสโครกซะ นายจะได้ชิน!!!”
ปัง!!!!!!!!!!!!!!!!
ครืด!!!!! …….แกร๊ก!
เขาไม่มีทางตั้งสติทันกับแรงมหาศาลที่เหวี่ยงเขาเข้ามาในตู้อับๆนี่ !!
ร่างของเขาถไลลงไปนั่งทับอยู่กับกองขยะเหม็นอับ ในวินาทีที่เขาหันมา ประตูมันก็ถูกปิด พร้อมกับเสียงล็อคกอนจากข้างนอก!!!
“ปล่อย!!!!! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!!!! คิคุจิ!!!!!!! ปล่อยสิโว้ย!!!!!”
ตึง!!!!!
“น่ารำคาญ!!!!!”
ไม่รู้ว่าคนข้างนอกนั่นจะทำหน้าอย่างไร แต่เพราะแรงถีบซ้ำนั่นมันก็ย้ำชัดกอนตู้ขยะนี่แน่นหนาพอที่จะรองรับแรงอารมณ์ของคิคุจิไหว ไม่งั้นคงจะต้องเป็นเขาเองที่รองรับรอยรองเท้าราคาถูกแทน
กระนั้นการขู่ก็ไม่มีผลให้เขาหยุดแหกปากตะโกนขอความช่วยเหลือสักนิด ประตูเหล็กนั่นยังสะท้านไปด้วยแรงทุบตึงตังๆ ไม่นานนักเขาถึงตระหนักว่าเพื่อนร่วมชั้นแรงดีไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว....
ไอ้บ้านั่น เอาเขามาขังไว้ในตู้ขยะส่งเผา...คิดจะฆ่ากันรึไง คิคุจิ!!!
“ชะ ชะ ….ช่วยด้วย!….”
.
.
.
.
ซู่วววววว~~
เขามองไม่เห็นว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในกองขยะยังไง มันทั้งมืด ทั้งเหม็น ทั้งอึดอัด และฝนที่หลงฤดูนี่ก็หนาว แรงของเขามันถอยลงไปทีล่ะนิด ตาที่ค่อยๆปรือลง เขารู้สึกเหมือนกำลังจะตาย ในที่ๆคับแคบและสกปรกแบบนี้ ไม่ต่างจากพวกเศษซากที่ทิ้งแล้ว….
‘แต่ฉันว่าแกเองก็สกปรกไปไม่น้อยกว่ามือฉันหรอก….’
สกปรก โสโครก…………น่ารังเกียจ……….
ฟันกรามของเด็กหนุ่มขบกันแน่นแม้ว่าเขาจะเหลือแรงอยู่น้อยนิด มันก็ยังเพียงพอที่จะนึกถึงคำครหาสมเพสจากปากของเพื่อร่วมชั้นได้ดี ราวมันถูกฝังลึกลงไปในโสตประสาท ……
..กล้าดียังไง!
ตึง!!!!
แรงถีบเฮือกสุดท้ายกระหน่ำลงบนฝาตู้จนมันลั่นอีกครั้ง ถึงรู้ว่าในเวลานี้คงไม่มีใครบ้ามาช่วยเขาได้ก็ตาม คงจะต้องรอจนกว่าจะมีใครสักคนเอาขยะมาทิ้งในตอนเช้า …
ร้ายที่สุด.............เขาก็แค่โดนส่งไปเผาพร้อมกับขยะ
สกปรกเหลือเกินนี่ ตัวเขาน่ะ!!!!!
แอ๊ด……..
“เธอไปทำอะไรในนั้นน่ะ!!!!”
นัยน์ตาเขาฉายเพียงเงาพร่าของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เสียงของเขาดูตกใจเสียไม่น้อย หลังที่ประตูได้เปิดออก ผิวหนังยังสัมผัสถึงความเปียกชื้นจากเม็ดฝน สติยังเลือนลางแต่เพียงพอให้พยุงตัวเองขึ้น ร่างบางพาตัวเองออกมาท่ามกลางความมึนงงของผู้หวังดี มือที่รัดข้อด้วยนาฬิกาหลายหมื่นควักเอาเศษแบงค์ที่เหลือเควี้ยงลงกับพื้น เป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ ก่อนจะโซเซจากไป
=====================
ในที่สุดก็ได้อัพ ch.2 เสียที!!! ก่อนหน้านี้ระหส่างแต่งฉากในห้องพักครูรู้สึกขัดใจตัวเองมากค่ะ ลบแล้วแก้ๆ จนในที่สุดก็ออกมาป็นเช่นนี้ ขอบคุณที่แวะเวียนกันเข้ามาอ่านนะคะ เพราะคอมเม้นในตอนแรกทำให้เรามีกำลังเขียนและอัพต่อมากค่ะ ขอบคุณนะคะ ^^
ยังคอมเม้นกันได้อยู่นะคะ อยากรับฟังความคิดเห็นค่ะ แล้วก็เพราะในครั้งแรกที่ลงไม่มีการตัวอักษรเลย ทำให้พิมพ์ผิดไปเยอะเสียอรรถรส ในการอ่าน ต้องขออภัยด้วยนะคะ ตอนนี้ได้ทำการแก้ไข และเปลี่ยนแปลงบางบทบรรยายแล้วค่ะ!!
ต้องขออภัยจริงๆค่าาาา TAT
Original AKB48 fiction SAE X YUKIRIN
direc :: decaypie
intro

“ยูกิจัง กลับบ้านดีๆนะ แล้วเจอกัน”
“อ่าเจอกันหลังปีหน้านะ”
“โชคดีจ้ะ…”
“เดินทางดีๆนะ”
เพื่อนของเธอยืนส่งเธอจนถึงที่สถานีรถไฟ ร่างบางๆพาตัวเองไต่บันได้ขึ้นมา ก่อนที่เธอจะหันกลับไปมองกลุ่มเพื่อนอีกครั้งตามเสียงท้วงไล่หลัง รอยยิ้มหวานแย้มอย่างร่าเริง เธอยกมือขึ้นโบกมือให้เพื่อนๆอีกครั้งก่อนจะพาตัวเองมารอรถไฟในที่สุด
ในวันที่ท้องฟ้าสว่างและโล่งจนหาเงาเมฆของฤดูหนาวไม่เจอ นัยน์ตาหญิงสาวพร่ำมองเข็มวินาทีเคลื่อนคล้อยใกล้เวลาที่รถไฟจะมาเทียบท่าเพื่อพาเธอกลับบ้านเสียที
ปึก!
“อูยยยยย...”
“อ่ะ....ขอโทษนะจ้ะหนุเป็นอะไรรึเปล่า” ไม่ว่ากี่ครั้งเธอก็จะพ่ายแพ้ให้กับความน่ารักของเด็กหญิงวัยไม่ถึงสิบขวกเสียทุกคน ยิ่งหากเป็นคนที่วิ่งกระโจนมาชนกับขาเธอเข้า เด็กดื้อคนนี้คงจะแสบอยู่ไม่น้อย
ร่างสูงกว่าก้มลงเพื่อสำรวจบาดแผลของเด็กสาว ก่อนที่เธอจะเห็นว่าแรงชนบึ้งเมื่อครู่แถบไม่ได้สร้างร่องรอยให้เด็กสาวเลยจะมีก็แต่สภาพน่าสงสารที่หงายลงไปนั่งกับพื้นพร้อมกับที่เอามือกุมเหม่งนั่น คงจะเป็นจังหวะที่เอาหัวมาโขกกับขาเธอเข้า
“นี่เป็นอะไรไหมจ้ะ”
“เจ็บๆๆๆ….พี่สาวนี่เดินไม่ระวังเลย” แหนะ! ดูเข้ายังมาว่าคนอื่นเขาเดินชนทั้งที่วิ่งกระโจนเอาหัวมาชนแทนแท้ๆ
“อะไรกันเล่า เธอต่างหากที่วิ่งเข้ามาเองน่ะ เอามือออกสิ หัวปูดรึเปล่าน่ะ”
หญิงสาวรั้งมือเด็กสาวลง แทบทันทีที่เธออึ้งสนิท ลมเย็นราวกับตั้งใจวูบปะทะหน้าของเธอ ดวงตาของเด็กสาวไม่ได้เปื้อนน้ำตาหรอกนะ และเธอก็ไม่ได้หัวปูดหรือโนวสักนิด เพียงแต่หน้าตาของเธอช่างชวนให้เธอหยุดช่วงเวลาไว้เท่านั้น
“นี่พี่สาว นี่!!”
“นี่อะไรเล่า ฉันมีชื่อนะ!”เสียงแจ้วๆแสนซนลั่นจนทำให้เธอหลุดจากห้วงพวังนั่น หญิงสาวสะดุ้งก่อนจะรีบวางฟอร์มหาเรื่องต่อว่าเจ้าตัวดี
“ชื่ออะไรเหรอ”
“เด็กซนๆอย่างเธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอกน่ะ”
“พี่กำลังจะกลับคาโกชิม่าเหรอ บ้านพี่อยู่ที่นั่นเหรอ”
“ก็ใช่…เดี๋ยวนะ ทำไมถึงสอดรู้สอดเห็นจังนะเธอ”
เธอไม่ได้ปะทุอารมณ์หรือเดือดหรอก แค่รู้สึกว่าเด็กหญิงช่างจ้อหน้าตาคุ้นเคยคนนี้ช่างถามเธอเหลือเกิน ยิ่งคล้ายคนในความทรงจำเธอเหลือเกิน ทั้งใบหน้า นัยน์ตา นิสียหรือแม้กระทั่งน้ำเสียง จนบางวินาทีที่เธอหลงเพ้อนึกว่ากำลังถูกใครคนนั้นจ้อถามทุกเรื่องแบบนี้
“นี่ไม่ได้นะจ้ะ คาโอรุจัง จะไปกวนพี่เค้าแบบนี้ไม่ได้นะ”
“อะ ปะเปล่าหรอกค่ะ…..ลูกสาวน่ารักดีนะคะ ถ้าทางจะฉลาดค่ะ”
ตายล่ะ!! เมื่อกี้ที่พูดไปแม่เขาจะได้ยินไหมนะ เธอได้แต่หน้าเจือนพร้อมเก็บกริยาทั้งมวลไว้ พร้อมกับอวยชมว่าเจ้าจ้อนี่ทั้งน่ารักและฉลาด ก็โบราณมักพูดไว้ใช่ไหมว่าเด็กพูดมากคือเด็กฉลาด
“ขอโทษด้วยนะจ้ะหนู เด็กนี่น่ะ ชอบซักชอบถามเสียจริงๆ เขาถ้าจะชอบหนูนะ….คาโอรุจังน่ะนะ ร่าเริงเกินเด็กผู้หญิงทั่วไป จนบางทีป้าเองก็คิดว่าจะเป็นเด็กผู้ชายไปแล้ว…”
คุณแม่ของเด็กเพียงขอโทษขอโพยเธอพร้อมกล่าวถึงพฤติกรรมไม่งามสมเด็กผู้หญิงของลูกสาว ในขณะที่เธอปั้นยิ้มรับฟัง เด็กสาวก็ได้แต่มุ้ยปากใส่ผู้เป็นแม่อย่างไม่ค่อยชอบใจนัก
“ชื่อคาโอรุหรอกเหรอ….ฉันขอโทษนะ ฉันให้นี่เธอนะ มานี่สิฉันจะผูกให้”
หญิงสาวเผยยิ้มหวานหลังฟังเรื่องราวของเด็กสาว เธอย่อตัวลง กวักมือเรียกเจ้าแสบทรวง พร้อมกับผูกริ้บบิ้นสีขาวบนกระจุกบนหัวน้อยๆนั่น
“ดูเด็กผู้หญิงขึ้นเยอะเลย”
“บะ…บ้าน้า ฉันก็เป็นผู้หญิงอยู่แล้วนี่”
เวลาที่เธอเขินเธอก็ทำแบบนี้เหมือนกันนะ แสร้งมองไปทางอื่นแล้วหน้าเธอก็จะแดงปลั่ง แก้มที่ไม่เคยบ่องออกก็จะเริ่มพองขึ้น …….. “ซาเอะจัง”
“เอ๊ะ!”
“ห้ะ….เปล่าหรอกค่ะ อ้า~ รถไฟมาพอดีเลย”
เพราะอะไรๆที่เหมือนกันเกินไปเธอถึงพูดชื่อคนในความทรงจำออกมา แย่จริงๆ
“นี่พี่สาว….ฉันให้”
เด็กสาวเพียงกระตุกชายกระโปรงพี่สาวคนงามก่อนที่จะแยกกันไปนั่งคนล่ะที่บนรถไฟ สิ่งที่ปรากฏในมือเล็กเพียงแค่ลูกอมสองเม็ดยื่นมาให้เธอ
“ขอบใจนะคาโอรุจัง…ถือเป็นคำขอโทษที่เธอวิ่งชนฉัน!”
หญิงสาวเอื้อมมือหยิบลูกอมแทนใจนั่นเก็บเอาไว้ในกระเป๋ากระโปรงอย่างบรรจงพร้อมกับตบกระเป๋าให้เด็กสาวเห็นว่าเอจะรักษามันเป็นอย่างดี
“นี่ไม่ใช่คำขอโทษสักหน่อย แต่เป็นคำสัญญานะ!”
“เอ๊ะ….”
“สัญญาว่าจะได้เจอกันอีก….ฉันอยากเจอพี่สาวอีกนะ”
ในวันแรกที่ฉันเจอเธอ เหตุการณ์เหล่านี้มันก็คับคล้ายราวกับความฝันที่ฉันฝันอีกครั้ง เพียงแต่ขนาดของเธอนั่นสูงกว่ามาก และอากาศก็ไม่หนาวเท่าในวันนี้ รวมถึงในวันนั้นเธอก็ยังมีรอยยิ้มที่ฉันคิดถึงจนถึงวันนี้….
ซาเอะจัง....ในตอนนี้เธอจะกำลังยิ้มให้ฉันอย่างสดใสเหมือนเคยรึเปล่านะ......
The Ribbon
Original AKB48 fiction SAE X YUKIRIN
direc :: decaypie
Ch.1 I met you

ใบหน้าของฉันในเทอมสุดท้าย ตอนนี้ฉันยังเป็นเด็กสาวมัธยมต้นอยู่สินะ ฉันจ้องเงาตัวเองในห้องน้ำหญิงนี่มานานเท่าไหร่แล้วนะ ฉันไม่รู้ว่าควรจะเติมอะไรให้หน้าจืดๆมีสีสันและดึงดูดใจ
อีกตัวตนนึงของฉันในส่วนลึกกลับพูดว่า
‘ฉันจะต้องดึงดูดใจใครเหรอ’
ถึงจะอย่างนั้นแท่งลิปกลอสก็เป็นเพียงเครื่องสำอางชิ้นเดียว จากโต๊ะเครื่องแป้งของพี่สาว
ฉันจ้องหน้าตัวเองอีกครั้ง บรรจงหมุนแท่งลิปกลอสออกมา สัมผัสครั้งแรกมันหนืดเหนียว … ปากของฉันกำลังระเรื่อชมพูด้วยความมันเยิ้มแบบสาวออฟฟิศ นี่เหรอความงามแบบผู้ใหญ่!
“นี่!!...ถ้าเธอจรดมันไว้นานขนาดนั้น เดี๋ยวก็เหมือนไปกินไข่ดาวมาหรอก! ”
“อิตาโนะซัง ว๊าย!”
เพราะขวัญกระเจิงอย่างไม่ทันตั้งตัว ฉันเผลอทำขวดลิปกลอสตกพื้นอย่างเซอะเบ๊อะ ร้ายยิ่งกว่าที่มันดันกลิ้งตะเลิดจนไปเปรอะรองเท้าของอีกคน
เธอ(ที่จู่ๆเธอก็โผล่พรวดพาดออกมาจากห้องน้ำ) ตรงหน้าฉันแทบจะตรงข้ามกับฉันทุกประการ อิตาโนะ โทโมมิ เธอครองตำแหน่งไอดอลสาวยอดนิยม ในตอนนี้เธอยึดพื้นที่หน้าปกนิตยสารวัยรุ่นทุกฉบับ ถึงฉันจะเป็นยายเฉิ่มก็ยังรู้จักเธอ(ในฐานะเพื่อนร่วมห้อง)
“เธอนี่ขี้ตกใจจังนะ คาชิวากิ........ยูซึ สินะ”
เธอน่ารักจริงๆ...หางตากับมุมปากสะบัดขึ้น ร่างกายเล็กๆนั่น เธอเหมือนลูกแมวตัวเล็กๆเลย
แต่เดี๋ยวก่อนนะ.....ยูซึเหรอ ?? (yuutsu = gloomy แปลว่าหมองหม่น)
“ขอโทษด้วยนะ ยูซึ กลอสของเธอหกหมดแล้วอ่ะ งั้นฉันให้เจ้านี่ไถ่โทษแทนนะ”
...เหมือนหัวฉันยังเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ค่อยถูก....
เอ๊ะ!!!! กลอสพี่สาวฉัน !!!!...ฉันโดนฆ่าแน่ๆ ฮือออออออ
“เอ่อ...ไม่เป็นไรจ้ะ”
ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ มันเป็นเพราะความซุ่มซ่ามของฉันเอง ...อยากจะร้องไห้ให้ความงี่เง่านี่จริงๆนะ
ฉันไม่รู้ว่าเผลอเอามือขึ้นมากุมหัวตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้สึกว่ามีอาการเฉิ่มๆเข้าก็ตอนที่อิตาโนะเอื้อมมือมาลดมือของฉันลง
“เอาเถอะน่า ฉันมีกลอสยี่ห้อนี้ตั้งหลายแท่งแล้ว มาสิฉันทาให้ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะยูซึจัง”
อิตาโนะรีบจัดแจงเปิดกลอสออก ก่อนที่จะบรรจงป้ายลงบนริมฝีปากของฉันช้าๆ ให้ตายสิ สัมผัสเยิ้มๆแต่ก็เบาบางเหลือเชื่อ รสชาติหวานซ่านไปทั่วปากของฉันเลย!! นี่กลอสของไอดอลมันดีขนาดนี้เลยเหรอ !!!
“เรียบร้อยแล้วดูสิ”
“........”
ฉันกำลังจ้องริมฝีปากของตัวเองจากบานกระจก ฉันแทบไม่เคยรู้สึกว่าริมฝีปากไร้อารมณ์ของฉันจะหน้าสัมผัสมากเท่านี้ มันเรื่อด้วยสีขมพูอ่อนๆ และความสดใสที่ราวจะดึงบางอย่างออกมา มันทำให้ฉันได้แต่กระพริบตาปริบๆ อยู่กับสิ่งเกินที่ฉันจะเชื่อว่าคือฉัน ...
“เอ่อ....ขอบใจนะ”
ไอดอลสาวได้แต่ส่ายหัวน้อยๆ เธอคงจะเอื่อมในความเชยของฉันมากกว่าตอบว่าไม่เป็นไร ฉันไม่รู้ว่าควรทำมือยังไง หรือควรส่งสายตาแบบไหนให้กับเพื่อนร่วมห้อง ไม่ทันที่ฉันจะแสดงอาการอะไรเธอก็ยื่นแท่งกลอสเข้ามาในกระเป๋ากระโปรงของฉัน พร้อมกับตบมันเบาๆ
“ถือว่าเป็นของขวัญที่เราได้รู้จักกัน ฉันหมายถึงไม่ใช่ในห้องเรียนน่ะ....แล้วเจอกันนะยูซึ”
เธอเพียงทิ้งความตะลึงงึนงันไว้ให้ฉันก่อนที่จะสะบัดกระโปรงสั้นๆของเธอออกจากไป สัมผัสเบาๆเวลาที่เธอป้ายกลอสลงบนฝีปาก อ่อนโยนและอบอุ่น เธอเป็นผู้หญิงที่เฟอร์เฟ็คจริงๆนะ
แต่...เหมือนฉันลืมอะไรไป......
...
....
“แย่แล้ว อิตาโนะซัง ฉันชื่อ ยุกินะ คาชิวากิ ยูกิ ไม่ใช่ยูซึซะหน่อย!!”
ให้ตายสิเธอไม่ได้เฟอร์เฟ็คซะหน่อยนี่!!!!!
ฉันวิ่งเหลอะหละเพื่อหาอิตาโนะจนมาถึงหน้าห้องเรียนของตัวเอง ฉันคิดว่าฉันคงจะหาหล่อนไม่เจอแล้วล่ะ แปลกประหลาดดีนะ ทั้งที่ตัวเล็กขนาดนั้นแต่กลับวิ่งเร็วเป็นจรวดซะได้
“ยูกิจัง!!! หาใครอยู่น่ะ” ฉันหันมองตามเสียงเพื่อนสนิท แน่นอนว่าฉันจำเธอได้ดี ทาคาโจ อากิ (อากิฉะ) และ คุราโมชิ อาซึกะ (มจจี้)
“เปล่าจ้ะ” ฉันตอบเพื่อนไปว่าอย่างนั้น แต่ตาฉันมันก็อดที่จะมองหาอิตาโนะซังไม่ได้เลย
“งั้นไปกินข้าวกันเถอะ!!”ไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบอะไรก็โดนอากิจังลากไปซะก่อนแล้ว
ฉัน อากิจัง และมจจี้ เรารู้จักกันมาตั้งแต่เข้าเรียนที่นี่ นี่ก็เข้าปีที่ 3แล้ว เป็น 3ปีที่วิเศษณ์ที่สุด นับต่อจากนี้ เราจะมีเวลาอยู่ด้วยกันอีก สี่เดือนเท่านั้น อากิจังเพราะเป็นคนที่ร่าเริงที่สุด เธอคุยเก่ง และสดใสเหมือนพระอาทิตย์ ส่วนมจจี้ เธอป็นคนที่เรียนเก่ง เธอตกหลุมรักเข้ากับ อาจารย์ทาเคชิที่โรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังมิอง เธอเล่าให้ฉันฟังว่าได้เจอกับเขาระหว่างทางกลับบ้านทุกครั้งและเขาก็เป็นคนที่อบอุ่นเหลือเกิน ดังนั้นเธอจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องสอบติดที่นั่นให้ได้
ส่วนฉัน คาชิวากิ ยูกิ เด็กสาวธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น กำลังโดนอากิจับลากไปกินข้าวกลางวันที่สวนของโรงเรียนอยู่ตอนนี้
“ฉันว่าฉันจะออกจากเอเจนซี่นั่นแล้วล่ะ…”
“อย่าพึ่งเลยน่า……ทนไปอีกหน่อยที่นั่นเขาก็หางานให้เธอเยอะดีนา~~~”
ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของฉันกับเธอคนนั้น ทุกอย่างแค่เริ่มจากการที่เราเดินสวนกันที่ระเบียง เธอแค่เดินคู่มากับอิตาโนะ พูดคุยกันอย่างสนิทสนม และฉันที่เหมือนโดนถูไถอย่างเป๋อเหรอ。。。
ฉันพยายามมองอิตาโนะเพื่อที่จะทักทาย แต่เหมือนกับว่าเธอไม่เห็นฉันรึเปล่านะ สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก นั่นเพราะเรื่องลิปกลอสรึเปล่า
“ยูกิจังมีอะไรเหรอ”
ฉันที่จู่ก็หยุดชะงัก สร้างความงงงวยให้เพื่อรักของฉัน ฉันแค่รู้สึกว่าถ้าไม่ได้ทักคนที่รู้จักกัน มันเสียมารยาทออกไม่ใช่เหรอ
“อิตาโนะซัง!”
“เอ๋!…อ้า!ยูซึจัง!!!”
ดีจังที่เธอได้ยินเสียงและกลับมาทักฉัน งั้นฉันคงจะอายมากที่บังอาจเรียกชื่อไอดอลแล้วเธอไม่ใยดี…แต่ช่วยจำชื่อของฉันให้ได้ทีเถอะ
“ขอบใจเธอมากนะ…เอ่อ…ฉันน่ะชื่อ ยูกิ นะ”
ฉันตั้งใจจะทำอะไรกันแน่นะ ทักไอดอลหญิงในโรงเรียนเพื่อที่จะบอกชื่อตัวเองอย่างนั้นเหรอ แต่นั่นมันก็มากพอที่จะทำให้มจจี้กับอากิจังวุ่นวายใจได้ คงกำลังสับสนอยู่ว่าฉันดันไปรู้จักคนดังในโรงเรียนได้ยังไง นี่น่ะเป็นเรื่องที่ฉันภูมิใจเชียวล่ะ!
“อ่า~…ขอโทษนะ ขอโทษ”
ฉันถึงกับชะงักทันทีที่อิตาโนะทำหน้ารู้สึกผิดแบบนั้น สองมือขึ้นประนมแล้วถูไปมา ไอดอลเนี๊ยะไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมดซะทุกอย่างเลยนะ
ฉันเองที่สนใจอยู่กับอิตาโนะซัง แทบลืมไปเลยว่าเธอเองที่อู่ข้างๆอิตาโนะ เธอเองก็หันกลับมามองฉัน สายตาก่อกวนของเธอมันคงจะนิ่งสงัด ในตอนนั้นเธอเองจะรู้สึกยังไงกับฉันกันนะ ไม่มีวันได้รู้เลย…
“ขอตัวก่อนนะยูกิจัง ฉันมีธุระที่ห้องพักครูน่ะ”
ดูท่าเป็นฉันเองที่ทำให้อิตาโนะซังเสียเวลา ฉันรีบพยักหน้าเพื่อที่จะไม่รั้งเธอไว้นาน รอยยิ้มของอิตาโนะซังช่างสดใส ก่อนเธอจะกลับหลังเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนของเธอ….
“ยูวววววววววววว กิ จางงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง”
เสียงลากยาวๆแบบนั้นแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
“เธอไปรู้จักกับอิตาโนะได้ยังไงน่ะ!!”
“เล่ามาเดี๋ยวนี้นะ!!”
“ฉันไม่บอกหรอก”
ฉันแสร้งยิ้มอย่างมีชัยในขณะที่เพื่อของฉันกำลังทำหมาหงอยทั้งคู่ ระหว่างทางที่ฉันเดินไปถึงสวน ทั้งอากิจังและมจจี้ต่างถามเซ้าซี้เสียทุกซอกมุม แม้กระทั่งตอนที่เราเปิดเบนโตะกินกัน ประเด็นเรื่องการพบกันของฉันกับอิตาโนะก็ยังคงเป็นประเด็นอยู่
“เธอเนี้ยมันน่าอิจฉาจริงๆนะ!”
ไม่กี่ครั้งหรอกที่มจจี้จะแสดงความอิจฉาออกมาชัดเจนแบบนี้ มุมปากมุ่ยเคี้ยวข้าวตุ้ยๆก่อนที่เธอจะยัดไส้หรอกรูปปลาหมึกเข้าปาก
“ฉันเองก็อยากจะมีโอกาสเข้าใกล้คนดังแบบนั้นบ้าง!!!”
อากิจังต่างหากที่แสดงอาการหนักสุด อาจจะเพราะว่าอากิจังน่ะเป็นพวกคลั้งไคล้ไอดอลมากกว่าใครก็ได้
“ฉันได้เจ้านี่มาเป็นของเขาด้วยล่ะ น่ารักใช่ม้า!!!”
ฉันรู้สึกภูมิใจพิกล ที่เอาเจ้าลิปกลอสนั่นออกมาอวดสาวๆ ดูพวกเธอทวีความตื่นเต้นมากเชียวล่ะ!
“นี่!! ลิปกลอสของยิปแซงเชียวนะ ราคาตั้งหลายเยนแหนะ เธอนี่โชคดีชะมัดเลย”
นอกจากอากิจังจะชอบไอดอลเอามากๆแล้วเธอยังรอบรู้เรื่องเครื่องสำอางค์อีก ควรเป็นฉันมากกว่าที่ควรจะอิจฉาเธอน่ะ!!
ไม่รู้ว่าพวกเราเสียงดังกันขนาดไหน ฉันรู้เพียงแต่อยากจะสรุกให้ถึงที่สุดก่อนที่ฤดูใบไม้ผลิจะมาเยือนก็พอ เพราะท้ายที่สุดหลังจากวันจบการศึกษา พวกเราจะไปอยู่กันที่ไหนบ้างก็ยังไม่รู้เลย。。。。
======================================
ฟิค yuri เรื่องแรกเลยค่ะ พอพูดถึงความรักของทุ่งลิลลี่มันก็แอบดูเป็นเรื่องยากเลยค่ะ แบบว่าผู้หญิงนี่เขารักกันยังไงนะ!!!
เลยตั้งใจเขียนเป็นฟิคชั่นดราม่าของชีวิตนักเรียนหญิงค่ะ ซึ้งเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก sky of love ค่ะ เป็นหนังดราม่าชีวิน และความรักที่ดีจริงๆค่ะ!!!
Kikuchi Fuma X Nakajima Kento
BABY2 [Ch.1 Lie]
by. decaypie

“ฮ่า……อะ ฮ่า…….ฮ่า……”
ความรู้สึกของคนเรามันช่างประหลาด…..
“อ้า……”
ทั้งที่ขยะแขยงจนอยากวิ่งหนี…แต่ร่างกายก็ยังตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้เสมอ
ข้อมือกดเกร็งจิกกับขอบอ่างอาบน้ำ กล้ามเนื้อรัดและสั่นระริก ดื่มด่ำกับเรียวลิ้นที่สัมผัสอยู่ใต้น้ำ ทั้งที่สมองสั่งให้ปฎิเสธ แต่ราวกับอยู่ตรงทางตัน
แรงดูด กระสับกับลิ้นคลุ้นน้ำร้อนของอ่างเป็นจังหวะ มันเร้าอารมณ์ได้ดีจนน่าตกใจ ใบหน้าชายหนุ่มหงายเงยรับแรงกระตุ้นอย่างจำใจ ริมฝีปากเจ่อระบายไปด้วยเสียงครางกระเส่า
“หยุด…. ปล่อยผม” แม้จะออกเสียงคัดค้าน แต่ร่างใต้ยิ่งกระฉากรุนแรงเท่านั้น
“อึก!!”…..น้ำคาวขาวข้นไหลทะลักออกจากริมฝีปาก ละเลงเลอะด้วยเมือกอุ่นและสัมผัสระอุแต่งแต้มที่ยอดปลายใต้น้ำ เจ้าของผู้กระทำขยับรอยยิ้มด้วยความพอใจ ในตาเยิ้มแสดงออกถึงความไม่รู้จักพอ
“เคนจัง…….”
รู้สึกถึงโพรงร้อนผ่าวระริกไหว สัมผัสนุ่มนิ่มค่อยๆดูดแกนเนื้อของเด็กหนุ่มเข้าสู่ถ้ำสตรีเพศ เสียงหวานขานรับทุกครั้งที่แท่งชกรรจ์ค่อยๆถล้ำเข้าไป สัมผัสต้นขาที่เกี่ยวรัดเอวของเขาระอุ แต่กลับไม่เท่าอุณหภูมิพลุพล่านในร่างกายของเขาเอง
นี่มันบ้าชัดๆ ทุกครั้งที่เขาเผลอมองผู้หญิงตรงหน้า ยิ่งรู้สึกเวทนาตัวเองเหลือเกิน
“แม่ฮะ….”
โพร่ง!!!
“อายูมุ!!” เสียงประตูกระแทกโพร่ง!เข้ามาชวนทำขวัญกระเจิง บุรุษใส่สูทผูกไทด์ราคาหลายหมื่นเยน พุ่งตัวเข้ามาด้วยหน้าตาขึงตึง นัยน์ตาแสดงอาการตระหนกจนเสียจริตมาดชาตรี
“คุณแม่ยังไม่กลับหรอกฮะ” มีเพียงลูกชายของเขาเท่านั้นที่โต้ตอบมาแทนไอน้ำร้อน
“นั่นสินะ พ่อคงคิดมากไปเอง อย่าแช่น้ำนานล่ะเดี๋ยวตัวเปื่อยนะเคนคุง”
“ครับ~~~”
รอยยิ้มใจเย็นอย่างที่ปกติคุณพ่อเขามักจะแสดงให้เห็นเสมอ รอยยิ้มในแบบที่เขาพึงชื่นชมและยกย่อง ความห่วงใยที่เสมือนพ่อบังเกิดเกล้าของเขาเอง
“ฮ่า!!”หากแต่ผู้หญิงคนนึงกำลังทำให้ เขาทรยศผู้ชายที่เคารพอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
“คุณพ่อกลับมาแล้ว แม่ต้องไปแล้ว อย่าแช่น้ำนานนะจ้ะเคนจัง”
.
.
.
“ฮึก。。。”
ยากเหลือเกินที่จะข่มใจไม่ให้รู้สึกรังเกียจร่างกายของตัวเอง
เรื่องราววิกลจริตของเขาวนเวียนอยู่แบบนี้แทบทุกวันที่ 22 ของเดือน
วันที่เขาถูกคนรักรังแก
วันที่เขาถูกผลักตกลงสู่ฝันร้าย
วันที่เขาถูกลากลงสู่ความต่ำช้า และถูกความรักทรยศ…
มีเซ็กซ์กับผู้หญิงของพ่อ และจบด้วยการเดินจากไปอย่างไม่รู้สำนึก ทิ้งไว้เพียงความอัปยศอุบาศก์ กับ ข้อสงสัยแสนใสซื่อบนความพร่ามัวของความสัมพันธ์ ทุกครั้งหลังเพศสัมพันธ์วิปลาปมันจบลง……..
“ทำไม ต้องทำร้ายผมขนาดนี้”
ความผิดกำลังดึงร่างกายเขาสู่เหวลึกมากกว่าที่เขาทิ้งตัวเองจมลงไปในอ่างอาบน้ำ…..
เขานี่มันเดรฉานที่ยังหน้าด้านมีอะไรกับแม่แท้ๆมาถึงสองปีเต็มๆ
เลวจนหาคำมาเปรียบเทียบไม่ได้….
ร่างกายของผม มันสกปรกเหลือเกิน….
“นากาจิม่า!!!”
!!!!!
ดวงตาโตเบิกกว้างสะดุ้งไหว ใบหน้าเหม่อลอยขยับกลับสู่โลกความเป็นจริง หลุดจากห้วงพวังค์อันพิลึกพิลั่น
“ครับ…” เด็กหนุ่มขานรับอย่างว่องไวเท่าที่ร่างกายเขาจะตอบสนองได้ทัน นัยน์ตาหลังกรอบแว่นแสดงความรู้สึกสำนึกเสียจนน่าสงสาร
“อย่าเหม่อในชั้นเรียนสิ!! เพราะเป็นแบบนี้สอบครั้งที่ผ่านมาคะแนนเธอถึงตกลง ต้องตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้!!” อาจารย์สาวหน้าชั้นเรียนแสดงสีหน้าระอาเขาเล็กน้อยกระนั้นคำตักเตือนก็ยังแฝงด้วยความเป็นห่วง ใย
“ขอโทษครับ”เด็กชายได้แต่ก้มหัวรับ
“หลังเลิกเรียนไปพบครูที่ห้องพักอาจารย์ด้วยนะ เอ้า! อ่านหน้าที่ 26สิ”
“ครับ。。。”
ท่ามกลางเสียงอ่านภาษาเอื่อยของเด็กชายแสนหน้าเบื่อ ในเวลาบ่าย ความสนุกสนานของนักเรียนในห้องมันเริ่มต้นขึ้น เมื่อมีคนเริ่มส่งเมลล์ลูกโซ่ ประหนึ่งการส่งต่อคำเชิญร่วมสนุกเพียงตัวหนังสือสั้นๆบนหน้าจอสกรีน ก็สามารถสร้างกลุ่มรังแกในชั้นเรียนขึ้นได้
「อยากรู้ไหม จะเกิดอะไรขึ้นที่ห้องพักครู วันนี้หลังเลิกเรียนเจอกันที่ประตูหลัง’…..」
「อยากสิ…」
「ยัยปีศาจจะลวงเคนจังไปทำอะไรนะ?!?!」
「นากาจิม่า ผู้ซื่อบื้อ」
「‘ใช้ร่างกายเปลือง!!’」
「‘ขายตัว!!’」
「‘เซ็กซ์ใต้โต๊ะอาจารย์ก็ตื่นเต้นดีนะ wwwwww’」
แทบไม่มีใครกระโตกกระตาก ชั้นเรียนยังคงดำเนินไปตามปกติ เว้นแต่……
หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง นับประสาอะไรกับจอสมาร์ทโฟน ใต้โต๊ะเรียนจะสามารถซ่อนความลับได้สนิท เด็กหญิงโต๊ะข้างหน้าเขาคงดูสนุกสนานเสียไม่น้อย ดูจากรอยยิ้มกระจิ๋มน้อยๆ ไม่อาจซ่อนไว้มิด หัวใจเธอคงกำลังระรัวไปด้วยความสนุกสนาน
「‘ได้ข่าวว่า มีอะไรกับแม่ของตัวเองด้วย!’」
ตุบ!!!!
!!!
“นากาจิม่า เป็นอะไรน่ะ!!!! ” อาจารย์สาวรีบเดินปรี่เข้ามาหานักเรียนชายของเธอในทันที ใบหน้าซีดเซียวจืดจางมันแฝงไปด้วยความขมขื่น ดวงตาซื่อๆนั่นปริ่มไปด้วยความผิดหวัง
“เอ่อ….” เขาควรทำยังไงดี มันเหมือนสับสนไปทุกทาง เพียงชั่วขณะที่เขาเห็นข้อความจากจอมือถือนักเรียนหญิงด้านหน้า ความกลัวและระแวงมันก็เข้าครอบงำจนไม่สามารถคุมร่างกายไหว
มือไม้อ่อนเปรี๊ยะจนจับหนังสือไว้ไม่อยู่ ในวินาทีถัดมาที่อาจารย์ปรี่เข้ามาหาเขา เป็นวินาทีเดียวกับที่ทุกสายตาของเพื่อร่วมชั้นพุ่งมาที่เขาอย่างคิดจับผิด
“นี่เธอไม่สบายรึเปล่า ถ้าไม่ไหวก็น่าจะบอกครุตั้งแต่แรกนะ” นัยน์ตาเหลอะหละ ระส่ำระส่าย เขาควรจะทำอย่างไรดี เพราะกลัวว่าความลับที่ซ่อนมาตลอดสองปีจะถูกเปิดเผยเข้า แต่เขาเองก็ไม่อยากตกเป็นเป้ารังแกของเพื่อในห้อง
นักเรียนหญิงด้านหน้าเขายังรู้สึกอึ้งตาม เม็ดเหงื่อเล็กๆของเธอเริ่มผุดออกมาในขณะที่สบตากับนากาจิม่า ด้วยวิงวอนให้เขาไม่เห็นหรือเอ่ยปากฟ้องออกไป
“เอ่อ…ผม ผม …..ผม…..ผม”
ไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีแต่ต้องเป็นฝ่ายโดนกระทำ ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาเองที่เป็นผู้ถูกกระทำมาตลอด
ไม่ทันแม้จะได้เอ่ยปากร้องหรือเอ่ย น้ำใสๆก็เอ่อล้นออกมา ช่างพิลึกเสียจริงที่สุดแล้วเขาก็ไม่สามารถข่มความอึดอัดนี่ไว้ได้ไหว
“ผม….ผมแค่…………… ปวดหัวน่ะครับ”
เด็กหนุ่มฝืนยิ้มอย่างยากเย็น เขาเลือกทางที่จะทำร้ายคนรอบข้างน้อยที่สุด ถึงแม้ว่าความลับของเขาจะกลายเป็นเรื่องโจษจัน ในโรงเรียนในวันพรุ่งนี้ หรือเร็วสุดอาจจะเป็นเย็นนี้ก็ตาม
“ไปพักที่ห้องพยาบาลเถอะ อาการเธอแย่มากเลย” เสียงคงอำนาจของอาจารย์นั่นแผ่วเบาและอ่อนโยนขึ้นมาทันที เธอแถบจะพลิกเป็นคนใจดีได้เพียงพริบตา
“ขอโทษด้วยนะครับ”
กึก!!
พรึบ!!!
“ว้าย!!! .นากาจิม่าซัง!!!”
ชั่ววูบที่ร่างกายเขาโครงเครงจนแถบวูบลงไป โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีตัวนักเรียนหญิงโต๊ะหน้าสุดรับร่างกายของเขาไว้ทัน ……เพียงแต่เพราะความไม่ตั้งใจนั่นทำให้ท่าออกมาเข้าข้างจะไม่สวยเท่าไหร่
ร่างหนายันบ่าของเพื่อนสาวขึ้นก่อนจะพยายามยกหัวตัวเองขึ้นมาจากซอกคออ้อนแอ้น ลมหายใจร้อนผ่าวรดผ่านช่วงไหปลาร้า มันชวนรู้สึกวูบวาบจนเธอไม่อาจห้ามให้หัวใจเต้นไม่ได้!!!
“ขอโทษนะ ซากิจัง”
ให้ตายเถอะ!!!! เป็นเธอเองต่างหากที่แทบลืมหายใจ ทำไมเธอเองไม่เคยสังเกตนะว่ามีเพื่อนร่วมห้องหล่อวิเศษณ์ชวนใจละเมอขนาดนี้!!!
ใบหน้าเทพบุตร มันช่ำระเรื่อ เยิ้มด้วยไข้อ่อนๆ กลิ่นของนากาจิม่ามันชวนเธอฝัน จนเผลอลืมข้อความหยอกล้อรุนแรงไปเลย
พรึบ!!
“ฉันจะพานายไปห้องพยาบาลเอง ปล่อยนายไปคนเดียว เดี๋ยวจะล้มทับคนอื่นอีก” เสียงแหบแห้งลอยมาพร้อมแรงกระชากรุนแรงที่แขนของเขา เพียงพอที่จะทำให้เขาสูญเสียแรงทรงตัวแต่ก็ยังยืนได้จากแรงพยุงของอุ้มมืออีกคนไหว
แต่ก็เพราะแรงกระชากนั่นคงมากเกินไปจนพาให้มือคนป่วยปัดเข้ากับสมาร์ทโฟนนักเรียนหญิงช่างฝันร่วงไถลไปจรดปลายเท้าของอาจารย์เข้าได้ มันคงจะดูใจร้ายเกินไปหากเธอจะไม่หวังดีหยิบมันขึ้นมาและเห็นข้อความด้านในเข้า!!
“ฝากด้วยนะ คิคุจิ…..เห็นทีว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันนะ นักเรียนทุกคน”
สายตาเธอช่างเชือดเฉือน บรรยากาศมาคุปกคลุมชั้นเรียนจนสงัดทันที ในขณะที่จิตอาสาเอาตัวรอดพยุงเพื่อนผู้อ่อนแอออกจากห้องไปแล้ว….
ไม่ต้องคาดคะเนมากก็รู้ได้ว่าเหตุการณ์หลังจากนี้จะดำเนินไปยังไงต่อ มันเดาได้ง่ายเสียยิ่งกว่าตอนจบในละครน้ำเน่าหลังข่าวเสียอีก
.
.
.
.
.
เพื่อนร่วมชั้นของเขาเองพยุงเขาได้ไม่นานก็ยอมละมือออกไป ระยะทางจากตรงนี้ไกลจากห้องเรียน เพียงพอที่จะยุบบทบาท และเก็บฝีมือแสดงเอาไว้เสแสร้งที่หน้าชั้น
ไม่ผิดหรอก……..ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ทุกการกระทำของเด็กชายผู้ขมขื่น กระทั่งเสียหลักล้มเพื่อที่จะปัดมือถือโง่ๆ…..
ทุก ทุก อย่าง ล้วน โก หก ทั้ง นั้น
เขาไม่ได้รู้สึกเศร้า หดหู่ ไม่ได้รู้สึกสับสน กระวนกระวาย หรือไม่สบายจนหน้ามืด ตรงข้าม เขากลับสามารถเผยรอยยิ้มเหยียบได้อย่างสะใจ!!
“ขอบใจนะคิคุจิ….”
=================================
นานแล้วที่แทบไม่ได้เชียนฟิคชั่นเลยค่ะ ด้วยความขี้เกียจและเรื่องเรียนทำให้ไอเดียปลิวหายไปในอากาศเลย พอได้กลับมาเขียนใหม่ กลับรู้สึกทะแม่งๆแปลกๆ
ขอฝากเนื้อฝากตัวด้สยนะคะ ^^
สมัยที่ผมยังเด็ก ตัวผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ JE เลยแต่กลับชอบฟังเพลงของ Arashi โดยเฉพาะ single Typhoon Generation นั่นนะทำให้ผมรู้สึกอยากจะเป็นแบบพวกเขาให้ได้ ผมเลยเข้าออดิชั่นเป็นจูเนียร์แล้วก็ผ่านเข้ามาตอนอายุ 13 ตั้งแต่ตอนนั้นก็พยายามและซ้อมอย่างหนักเพื่อที่จะได้ทำงานกับอาราชิให้ได้ มันยากนะ!
ตอน kohaku uta gasen พวกเขาไม่ได้อยู่ใกล้ๆห้องแต่งตัวห้องแรกเลยนะ ผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ก่อนที่จะถึงคิวของ sexy zone ผมได้เมลล์จาก ซากุไรซัง 「かんばってる」(พยายามเข้าล่ะ!)….
นั่นทำให้ผมตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเลย
ในวันเกิดของซากุไรซังปีนี้ ผมก็ส่งเมลล์ไปอวยพรก่อนจะหมดวันเกิดด้วยครับ (ส่งตอน 23:59 1/25)(หัวเราะ)
“ผมชื่นชมวงอาราชิมาตลอดและรุ่นพี่ซากุไรก็เป็นแรงกระตุ้นให้ผมเสมอมา กลับกันนะ ผมเองก็อยากจะเป็น kouhai ที่สามารถที่สามารถเป็นแรงกระตุ้นให้รุ่นพี่ได้เช่นกัน"
ไม่นานผมก็ได้เมลล์ตอบจากซากุไรด้วย
“จากตรงนี้ไป ก็ทำให้ดีที่สุด อย่าเสียแรงผลักดันนี้เป็นอันขาดล่ะ”
ครั้งแรกที่ผมเห็นอาราชิ เป็นช่วงที่พวกเขาอายุเท่ากับผมในตอนนี้ ผมสงสัยจังว่า ผมในตอนอายุ 32 จะเปล่งประกายได้อย่างอาราชิไหมนะ~ (หัวเราะ)
ในตอนนี้ผมอยากจะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับอาราชิเยอะๆเลย ดังนั้น ได้โปรดให้ผมมีโอกาสได้แข่งกับอาราชิสักครั้งนึงด้วยเถอะ!!! ขอความกรุณาด้วยครับ (หัวเราะ)

แปลจากอิ้งค์นะคะ ขอบคุณ ทางบล็อค http://shimukendou.livejournal.com/tag/sexy%20zone%3A%20kikuchi%20fuma
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

